วันพฤหัสบดีที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

สารอาหารที่ไม่ให้พลังงาน


สารอาหารที่ไม่ให้พลังงานแก่ร่างกาย ได้แก่ เกลือแร่และวิตามิน

ประเภทเกลือแร่
เกลือแร่

ร่างกายมีเกลือแร่ 4% ของน้ำหนักร่างกายทั้งหมด เกลือแร่ที่ร่างกายต้องการมีดังต่อไปนี้
1. แคลเซียม เป็นส่วนประกอบสำคัญของกระดูกและฟัน ช่วยควบคุมการทำงานของระบบประสาท และกล้ามเนื้อ และหัวใจ เป็นธาตุที่จำเป็นในการแข็งตัวของเลือด มีอยู่มากในนมและเนื้อสัตว์ประเภทที่ กินได้ทั้งกระดูก เช่น กุ้งแห้ง ปลาเล็กปลาน้อย หญิงให้นมบุตร และทารกที่กำลังเจริญเติบโตไปจนถึงวัยรุ่น
ควรกินแคลเซียมมากกว่าปกติ
2. เหล็ก เป็นตัวนำออกซิเจนไปยังส่วนต่างๆของร่างกายเป็นส่วนประกอบของเม็ดเลือดแดง ในส่วนที่เรียกว่า ฮีโมโกลบินซึ่งเป็นตัวพาออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย และพา คาร์บอนไดออกไซด์กลับไปยังปอดเพื่อขับถ่ายออกในรูปการหายใจ ในประเทศร้อน เมื่อเหงื่อออกมาก อาจมีการสูญเสียเหล็กออกไปกับเหงื่อได้ อาหารที่มีเหล็กมากได้แก่ เครื่องในสัตว์ ถั่วเมล็ด ผักใบเขียว บางชนิด

3. ไอโอดีน ส่วนใหญ่ไอโอดีนจะอยู่ในต่อมไทรอยด์ ซึ่งอยู่ที่คอส่วนล่าง ต่อมไทรอยด์เป็นต่อม ไร้ท่อ มีหน้าที่สังเคราะห์ฮอร์โมนไทรอกซิน ถ้าหากร่างกายมีการขาดไอโอดีนตั้งแต่เด็ก จะทำให้เป็น โรคเอ๋อ ร่างกายแคระแกร็น และเป็นโรคคอพอก อาหารที่มีไอโอดีนได้แก่ อาหารทะเล และเกลืออนามัย วัยรุ่น หญิงมีครรภ์ และหญิงให้นมบุตรต้องการไอโอดีนสูง

4. แมกนีเซียม มีมากในอาหารหลายชนิด เช่น ถั่ว ข้าวแดง ข้าววีท ข้าวบาร์เลย์ ข้าวโพด ผักใบเขียว(หากหุงต้มนานเกินไปจะทำให้แมกนีเซียมหลุดออกไปหมด) แมกนีเซียมมีประโยชน์ดังนี้
ทำงานร่วมกับแคลเซียม หากร่างกายขาดแมกนีเซียม ฟันจะไม่แข็งแรง การที่ร่างกายมีแมกนีเซียมต่ำ จะทำให้ความดันโลหิตสูง และเป็นโรคหัวใจผู้ใหญ่จะต้องการแมกนีเซียมประมาณ 300-400 มิลลิกรัมต่อวัน
5. ซีลีเนียม เป็นธาตุที่มีสมบัติเหมือนกำมะถัน ร่างกายต้องการซีลีเนียมน้อยมากหากได้รับมาก เกินไป จะเป็นอันตราย  อาหารที่มีซีลีเนียมมาก ได้แก่ ข้าวสาลี ตับ ไต ปลาทูน่า ซีลีเนียมมีการทำงาน สัมพันธ์กันกับวิตามินอี ซึ่งมีผลในการป้องกันโรคหัวใจเป็นองค์ประกอบของเอนไซม์ชนิดหนึ่งชื่อว่า ซีลีโนโปรตีน เอนไซม์นี้ป้องกันไม่ให้สารพิษชื่อว่า ฟรีแรดิกัล เกิดขึ้นในร่างกายมนุษย์ช่วยลดการแพ้ เคมีภัณฑ์ต่างๆได้ ช ่วยลดการแพ้มลพิษจากอากาศ  ช่วยป้องกันโรคมะเร็งหลอดอาหาร

6. สังกะสี เป็นธาตุที่เราต้องรับเป็นประจำในปริมาณที่น้อยมากเพราะถ้ามากเกินไปก็จะก่อให้ เกิดอันตราย อาหารที่มีสังกะสีมาก ได้แก่ ตับ ข้าวสาลี ข้าวโพด ถั่ว หอยนางรมหากกินอาหารที่มีสังกะสี ในปริมาณต่ำมาก จะทำให้เจริญเติบโตช้า ขนร่วง มีความสำคัญในการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรตและโปรตีน
เป็นส่วนประกอบของเอนไซม์อินซูลิน ซึ่งช่วยในการเผาผลาญน้ำตาลที่เรากินเข้าไป ซึ่งผู้ป่วยโรคเบาหวาน ร่างกายจะมีสังกะสีต่ำกว่าคนปกติหากขาดจะเป็นโรคตาบอดสี(เรตินาในตาของคนจะมีสังกะสีอยู่ในปริมาณสูง) ช่วยเพิ่มให้รู้สึกว่าอาหารหวานยิ่งขึ้น  ทำให้คนกินหวานน้อยลง  บำรุงรักษาผิวหนัง และสิวฝ้า
7. โครเมียม ร่างกายต้องการน้อยมาก ถ้าได้รับมากเกินไปก็จะเกิดอันตราย อาหารที่มีโครเมียมมาก ได้แก่ ไข่แดง ตับ หอย มันเทศ ยีสต์หมักเหล้า โครเมียมช่วยในการเผาผลาญน้ำตาล  ช่วยป้องกันการเกิด โรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน


ประเภทวิตามิน
วิตามิน

แบ่งออกได้เป็นหลายชนิด ดังนี้
วิตามิน A  มีในน้ำมันตับปลา, นม, ครีม, เนย, ไข่แดง, ผัก, แตงโม, ผลไม้, ตับ, ช่วยให้ร่างกายเจริญ เติบโต  ช่วยรักษาเนื้อเยื้อของจมูก  หู  ตา  ปาก  และโพรงกระดูกให้แข็งแรง ช่วยระบบทางเดินอาหารและ การหายใจ
วิตามิน B1 มีในเนื้อเยื่อหุ้มเมล็ดข้าว, หอยนางรม, ผักสีเขียว, เนื้อสัน, เครื่องในสัตว์, ถั่ว, นม, ไข่, ผลไม้สด, กล้วยหอม, เงาะ, มะละกอสุก, ช่วยป้องกันโรคเหน็บชา ช่วยให้ระบบประสาททำงานตามปกติ ช่วยให้เกิดอยากอาหาร ช่วยการย่อยอาหาร ช่วยให้เกิดแรงไม่เหนื่อยง่าย
วิตามิน B2  มีในเนื้อสัน, ตับ, ไข่, ผักสีเขียว, ผลไม้, เนยแข็ง, ถั่วลิสง, ช่วยให้ผิวพรรณผ่องใส ช่วยให้กล้ามเนื้อต่าง ๆ ทำงานประสานกันดีขึ้น ช่วยป้องกันไม่ให้ตาและผิวหนังอักเสบ
วิตามิน B4  มีมากในยอดกะถิน, ตับ, ไข่, นม, เนย, เมล็ดพืช, ผลไม้, ผักสีเขียว มีประโยชน์เหมือน วิตามิน B6
วิตามิน B6  มีในหัวใจ, เนื้อ, ปลา, กล้วยต่าง ๆ กระหล่ำปลี, ถั่วลิสง, มันเทศ, น้ำมันรำ ช่วยในการ เปลี่ยนแปลงอาหารโปรตีนและกรมไขมันบางชนิด ช่วยในการเผาผลาญอาหาร รักษาผิวพรรณ
วิตามิน B12  สกัดได้จากตับ ช่วยรักษาโรคโลหิตจาง ซึ่งสืบเนื่องจากเมล็ดโลหิตแดงถูกทำลาย หรือกระดูกไขสันหลังย่อนสมรรถภาพในการผลิต โลหิตแดง มีในตับ, ผักสีเขียว, เนื้อ, เมล็ดพืช
วิตามิน C  มีในส้ม, มะนาว, มะเขือเทศ, ผักสดต่าง ๆ, พริกไทย, กล้วย, ป้องกันโรคเลือดออก ตามไรฟัน ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ไม่ค่อยปวดตามข้อ ทำให้อวัยวะในร่างกายต้านทานโรคดีขึ้น แต่วิตามินชนิดนี้ร่างกายเก็บเอาไว้ไม่ได้ ถูกทำลายได้ง่ายที่สุด เมื่อร่างกายถูกแสงแดดหรือความร้อน

วิตามิน D  มีในปลาและตับปลา, เนื้อ, ไข่, เมล็ดธัญพืช, กล้วยตาก ช่วยให้ร่างกายใช้แคลเซี่ยม และฟอสฟอรัสให้มีประโยชน์ขึ้น สร้างกระดูกและฟัน

วิตามิน E  มีในเนื้อสัตว์, ไข่สัตว์, พืชสีเขียว, ถั่วงอก ช่วยป้องกันไม่ให้เป็นหมัน

วิตามิน K  มีในผักสีเขียว, ไข่แดง, มะเขือเทศ, ตับ, ดอกกะหล่ำปลี, ผลไม้ต่างๆ ช่วยในการแข็งตัว ของเลือดเวลาเกิดบาดแผล




  << ก่อนหน้า หน้าแรก หน้าถัดไป >>





สารอาหารที่ให้พลังงาน

สารอาหารที่ให้พลังงานแก่ร่างกาย ได้แก่ โปรตีน  คาร์โบไฮเดรต  และไขมัน  อาหารทั้งหมด
ในกลุ่มนี้จัดเป็นสารอาหารหลักที่จำเป็นต่อร่างกาย และจะขาดไม่ได้

ประเภทโปรตีน 
โปรตีน

ได้แก่ น้ำนม ปลา หอย ก้ง ปู ไข่ เนื้อสัตว์ต่าง ๆ เมล็ดพิช เช่น เมล็ดถั่วเหลือง ถั่วลิสง มีประโยชน์
ช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโต ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอและให้พลังงาน และอาหารประเภทโปรตีนทั้งหมด ไข่เป็ด เนื้อสัน เครื่องในสัตว์ ถั่วเหลือง จะมีโปรตีนมากกว่าสิ่งอื่นที่ใกล้เคียงกัน

ประเภทคาร์โบไฮเดร
คาร์โบไฮเดรต

ได้แก่ ธัญพืช เผือกมัน กล้วยน้ำว้า ข้าวโพด น้ำตาล ขนมปัง น้ำอัดลมที่ปรุงเจือน้ำตาล ขนมและ อาหารแปรรูปที่ทำจากธัญพืชทุกชนิด  มีประโยชน์ทำให้ร่างกายมีกำลังหรือเกิดพลังงานทำให้ไตทำงาน ไม่พิการ  ทำให้เลือดไม่เป็นพิษ

ประเภทไขมัน 
ไขมัน

ได้แก่ไขมันสัตว์ ถั่วหลายชนิด (เว้นถั่วเหลือง) น้ำมันพืช เนย เนื้อ ไข่ มีประโยชน์ให้พลังความร้อน แต่ให้มากกว่าคาร์โบไฮเดรทถึง 2 เท่า

การทดสอบสารอาหาร
1.  การทดสอบสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต เช่น แป้งและน้ำตาล
1.1  สารอาหารที่มีแป้งทดสอบกับสารละลายไอโอดีน สีก่อนการทดลองสีน้ำตาล ผลการ เปลี่ยนแปลงเป็น สีน้ำเงินแกมม่วง เช่น ถ้าเรานำข้าวสุก  เผือกต้ม  มันต้ม  ไปบดให้ละเอียดแล้วนำไปทดสอบกับสารละลาย ไอโอดีนเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินแกมม่วงแสดงว่ามีแป้งเป็นองค์ประกอบ
1.2  การทดสอบน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว  เช่น น้ำตาลกลูโคสเมื่อละลายน้ำแล้วนำไปทดสอบกับสารละลาย เบเนดิกต์และนำไปต้มสีของสารจะเปลี่ยนจากสีฟ้าเป็นส้มตะกอนแดงอิฐ เช่น ถ้าเรานำนมรสหวานมา ทดสอบกับสารละลายเบเนดิกต์  แล้วนำไปต้มจะสังเกตเห็นสีหลังการทดลองจากสีขาวอมฟ้าเป็นสีส้มอ่อน แสดงว่าน้ำนมรสหวานมีน้ำตาลเป็นองค์ประกอบ
2.  การทดสอบสารอาหารประเภทโปรตีน  ดสอบกับสารละลายไบยูเรต(คอปเปอร์(II)ซัลเฟต โซเดียมไฮดรอกไซต์) สีก่อนการทดลองสีฟ้าหลังการทดลองเปลี่ยนเป็นสีม่วง เช่น นำไข่ขาวไปทดสอบ กับสารละลายไบยูเรต สีก่อนการทดลองไม่มีสี(สีใส)หลังการทดลองเปลี่ยนเป็นสีม่วงแสดงว่า ไข่ขาวมี โปรตีนเป็นองค์ประกอบ
3.  การทดสอบสารอาหารประเภทไขมัน  วิธีการทดสอบ นำเอาน้ำมันพืชหยดใส่กระดาษสีขาว สีกระดาษก่อนทดสอบมีลักษณะทืบแสง หลังการทดสอบกับน้ำมันพืชสีของกระดาษจะมีลักษณะโปร่งแสง นักเรียนจะสังเกตเห็นถุงที่แม่ค้าใช้บรรจุ ปลาท่องโก๋หรือกล้วยทอด กระดาษที่แม่ค้าใช้รองภาชนะที่บรรจุ นั้น บริเวณที่ติดน้ำมันจะมีลักษณะโปร่งแสง







วันเสาร์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2555

อาหารและสารเสพติด




อาหารหลัก 5 หมู่





สารเสพติด

            บล็อกนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นบทเรียนบนเว็บ  วิชาวิทยาศาสตร์  เรื่อง  อาหารและสารเสพติด  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2  โรงเรียนบ้านโสกแต้  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น  เขต 1


อาหาร

อาหารหลัก 5 หมู่

ความหมายของอาหารและสารอาหาร


อาหาร  หมายถึงสิ่งที่รับประทานเข้าสู่ร่างกายแล้วไม่เป็นโทษต่อร่างกายและมีประโยชน์โดย
ทำให้ร่างกายดำรงชีวิตได้อย่างปกติสุข และให้พลังงานแก่ร่างกายซึ่งพลังงานเหล่านี้นำมาใช้ในการดำเนินกิจกรรมและให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย สารอาหาร หมายถึงสารเคมีที่อยู่ในอาหารประเภทต่าง ๆ ที่รับประทานในแต่ละวัน จำแนกออกได้เป็นหมู่ใหญ่ ๆ คือ อาหารหลัก 5 หมู่ นั้นได้แก่
           1. อาหารประเภทโปรตีน
           2. อาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต
           3. อาหารประเภทไขมัน
4. อาหารประเภทเกลือแร่
5. อาหารประเภทและวิตามิน
สารอาหารเหล่านี้จะทำหน้าที่ควบคู่กันมีการเปลี่ยนแปลงในร่างกายคนแตกต่างกัน  หากแบ่งสาร
อาหารโดยใช้เกณฑ์การให้พลังงานของสารอาหาร จะแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ
1. กลุ่มสารอาหารที่ให้พลังงาน
2. กลุ่มสารอาหารที่ไม่ให้พลังงาน

สารอาหารที่ไม่ให้พลังงาน



สารเสพติดและผลต่อร่างกาย



ยาเสพติด หมายถึง สารใดก็ตามที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติหรือสารที่สังเคราะห์ขึ้น เมี่อนำเข้าสู่ร่างกาย ไม่ว่าจะโดยวิธีรับประทาน ดม สูบ ฉีด หรือด้วยวิธีการใด ๆ แล้ว ทำให้เกิดผลต่อร่างกายและจิตใจนอกจากนี้ ยังจะทำให้เกิดการเสพติดได้ หากใช้สารนั้นเป็นประจำทุกวัน หรือวันละหลาย ๆ ครั้ง
         ลักษณะสำคัญของสารเสพติด จะทำให้เกิดอาการ และอาการแสดงต่อผู้เสพดังนี้
      1. เกิดอาการดื้อยา หรือต้านยา และเมื่อติดแล้ว ต้องการใช้สารนั้นในประมาณมากขึ้น
      2. เกิดอาการขาดยา ถอนยา หรืออยากยา เมื่อใช้สารนั้นเท่าเดิม ลดลง หรือหยุดใช้
      3. มีความต้องการเสพทั้งทางร่างกายและจิตใจ อย่างรุนแรงตลอดเวลา

      4. สุขภาพร่างกายทรุดโทรมลง เกิดโทษต่อตนเอง ครอบครัว ผู้อื่น ตลอดจนสังคม และประเทศชาติ